สาระ น่ารู้

“แอบชอบคนคนหนึ่งอยู่ เลยอยากรู้ว่านิสัยการเงินของเขาเป็นอย่างไร” | The Money Case 

 

คลิกเพื่อรับชม VDO ⇑

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ : THE STANDARD PODCAST  #TheMoneyCase #TheStandardPodcast #TheStandardCo #TheStandardTH

รู้จักคำว่า “สินเชื่อ” คืออะไร พิจารณายังไงบ้าง?

รู้จักคำว่า “สินเชื่อ” คืออะไร พิจารณายังไงบ้าง?

สำหรับในตอนนี้เราจะมาดูกันว่า สินเชื่อคืออะไร และใช้อะไรในการพิจารณาให้สินเชื่อบ้าง มาหาคำตอบกันได้เลย !

“ถ้าสมมุติคุณเป็นคนให้กู้ คุณอยากได้ลูกหนี้แบบไหนครับ?”

ระหว่างคนที่คืนเงินช้า, รายได้น้อย, ไม่มีเงินเก็บ, จ่ายคืนไม่ไหว และ ไม่มีหลักประกัน กับคนที่คืนเร็ว รายได้จ่ายไหว มีเงินเก็บ และมีหลักประกัน

เชื่อว่าถ้าคุณจะให้กู้ คงไม่น่าจะให้ คนแรกกู้ ใช่ไหมครับ เพราะนอกจะได้เงินคืนช้าแล้ว ยังอาจจะทำให้ไม่ได้เงินคืนอีกด้วย

ธนาคารก็คงจะคิดเหมือนคุณครับ เพราะคงไม่มีใครอยากให้คนที่ไม่น่าเชื่อถือกู้ เพราะฉะนั้นให้ก่อนกู้ทุกครั้ง เจ้าหนี้จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า การพิจารณาสินเชื่อ

สินเชื่อคืออะไร?

สินเชื่อ คือความเชื่อใจของฝ่ายหนึ่งที่ตกลงจะให้เงิน หรือสินค้าไปใช้ก่อน โดยมีสัญญาว่าจะนำเงินมาชำระคืนในอนาคต

ซึ่งสินเชื่อสามารถมองในมุมสถาบันการเงิน สินเชื่อก็คือบริการชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดรายได้หลักแก่สถาบันการเงิน เช่น ดอกเบี้ยรับ และค่าธรรมเนียมต่างๆ

สินเชื่อจะประกอบด้วย 4 ส่วนหลักได้แก่ :

ความเชื่อใจ, การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ, ความเสี่ยง และเวลาในอนาคต โดยสี่ส่วนนี้จะรวมกันเป็นสินเชื่อ ที่เจ้าหนี้จะต้องพิจารณาว่าควรจะมอบให้ผู้กู้หรือไม่

การให้สินเชื่อต้องพิจารณาอะไรบ้าง?

ส่วนใหญ่แล้วธนาคารจะใช้ หลัก 5C ในการพิจารณาให้สินเชื่อ ซึ่งจะประกอบด้วย

คุณลักษณะ ความน่าเชื่อถือ (Character)

คือการพิจารณาที่ตัวผู้กู้ว่าเป็นคนอย่างไร มีนิสัยทางการเงินอย่างไร และมีประวัติการใช้เงินที่ดีหรือไม่ ซึ่งการพิจารณาข้อนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะถ้าลูกหนี้ไม่มีความซื่อสัตย์ และรับผิดชอบ อาจจะทำให้เกิดหนี้สูญได้

ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity)

ข้อนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะถึงแม้อยากจะคืนหนี้แค่ไหน แต่ถ้าหากไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ ก็ไม่สามารถคืนเงินได้ ส่วนใหญ่มักจะดูจากแนวโน้มความสามารถที่จะทำกำไรของธุรกิจ หรือถ้าเป็นบุคคลทั่วไปคือการพิจารณารายได้

ทุนที่จะนำมาลง (Capital)

โดยปกติแล้ว ในการกู้จะต้องนำทุนส่วนตัวมายื่นกู้ด้วย ถ้าเป็นธุรกิจไม่ควรที่จะมีสัดส่วนหนี้ต่อทุนมากเกินไป

หลักประกัน (Collaterals)

คือสิ่งที่นำมาประกอบกับการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และทำให้ได้วงเงินสูงขึ้น ตัวอย่างหลักประกันที่ใช้ประกอบสินเชื่อ เช่น ที่ดิน สถานประกอบการ เครื่องจักร รถ ฯลฯ

เงื่อนไข (Condition)

เป็นสิ่งหนึ่งที่ใช้ร่วมกับการพิจารณาสินเชื่อ เป็นสิ่งที่ธนาคารกำหนดขึ้นเพื่อใช้กับผู้กู้แต่ละราย เช่น วงเงิน และหลักในการให้สินเชื่อ

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : https://finstreet.co/สินเชื่อคืออะไร

 

เรื่องของเครดิตสกอริ่ง (คะแนนเครดิต) ที่ทุกคนควรรู้

เรื่องของเครดิตสกอริ่ง (คะแนนเครดิต) ที่ทุกคนควรรู้

เรื่องของเครดิตสกอริ่ง (คะแนนเครดิต) ที่ทุกคนควรรู้

เครดิตสกอริ่ง คืออะไร?
เครดิตสกอริ่ง (คะแนนเครดิต) คือตัวเลขหรือเครื่องหมายจากผลรวมการประเมินทางสถิติ ว่าแต่ละคนมีโอกาสจะชำระหนี้คืนมากน้อยแค่ไหน โดยดูจากประวัติการก่อหนี้ และการชำระหนี้ในอดีต

_____________

ปัจจัยบ้างอะไรที่มีผลกับคะแนน?

– ยอดหนี้คงเหลือ/ยอดวงเงินที่ใช้ เทียบกับวงเงินสินเชื่อ
– ยอดหนี้คงเหลือ/ยอดวงเงินที่ใช้ รวมแต่ละประเภทสินเชื่อ
– จำนวนบัญชีสินเชื่อที่เพิ่งเปิด
– จำนวนเงินคงค้างล่าสุด
– ความยาวของประวัติสินเชื่อ
– จำนวนบัญชีที่มีประวัติชำระหนี้ที่ดี
– ความยาวของบัญชีสินเชื่อที่มี
– ความถี่ในการสมัครสินเชื่อใหม่

หมายเหตุ: ปัจจัยที่ใช้คำนวณขึ้นอยู่กับประวัติของแต่ละบุคคล

_____________
 
คะแนนเครดิตสกอริ่งดี ๆ มีประโยชน์ยังไง?

1. เพิ่มโอกาสให้ลูกค้า (เจ้าของข้อมูล) ได้รับบริการสินเชื่อ ที่สอดคล้องกับข้อมูลความสามารถในการชำระหนี้ และพฤติกรรมการชำระหนี้ของตนเองมากกว่าเดิม

2. รู้ทันสุขภาพการเงินของตัวเอง มีความรู้ที่จะไม่สร้างความเสี่ยงทางการเงินให้แก่เจ้าของข้อมูลเกินสมควร รวมไปถึงการเพิ่มพูนความรู้เรื่องการเงิน การบริหารการเงินของเจ้าของข้อมูลให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

3. เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน และเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในฐานะที่บริษัทเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของระบบสถาบันการเงิน

_____________
 
วิธีอ่านค่าเครดิตสกอริ่ง
1. ประเภทคะแนนเครดิต:
แสดงค่าเป็น Version Score ของคะแนนเครดิต ใช้สำหรับภายในบริษัท เป็นค่าคงที่ แสดงถึง Version ที่ 1
2. คะแนนเครดิต:
แสดงคะแนนเครดิต (600-900)
3. ระดับคะแนนเครดิต:
แสดงระดับคะแนนเครดิต (AA-HH) ที่ได้จากการคำนวณทางสถิติ โดยใช้ข้อมูลเครดิต
4. ความน่าจะเป็นในการชำระหนี้คืน:
แสดงค่าเป็นเปอร์เซ็นต์
5. ตารางคะแนนเครดิต:
แสดงช่วงคะแนน และระดับคะแนนเครดิต
6. คำอธิบายประกอบการให้เครดิต:
แสดงเหตุผลประกอบการได้คะแนนเครดิต
7. คำอธิบายความน่าจะเป็นในการชำระหนี้คืน:
เช่นในตัวอย่างคือ “จากข้อมูลเชิงสถิติ พบว่าลูกหนี้จำนวน 88 คน จากจำนวนทั้งหมด 100 คน มีโอกาสจะชำระคืนได้ในอีก 12 เดือนข้างหน้า”

หมายเหตุ: การแสดงผลขึ้นอยู่กับประวัติของแต่ละบุคคล

ดูตัวอย่างรายงานฉบับเต็มที่นี่
https://www.ncb.co.th/check-your-credit-bureau/ncb-score

_____________
 
 
บุคคลธรรมดา ยื่นตรวจ เครดิตสกอริ่ง ได้ที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร 5 แห่ง ดังนี้

– ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (สำนักงานใหญ่) อาคาร 2 ชั้น 2
 จันทร์-ศุกร์ | 9.00-16.30 น.
– เครดิตบูโรคาเฟ่ อาคารเพิร์ล แบงก์ค็อก ชั้น 3 (BTS อารีย์ ทางออก 1)
 จันทร์-ศุกร์ | 9.00-18.00 น.
– ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร BTS ศาลาแดง (ภายในสถานี)
 จันทร์-ศุกร์ | 9.00-18.00 น.
– ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร BTS อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ภายในสถานี)
 จันทร์-อาทิตย์ | 9.00-18.00 น.
– ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ห้างเจ-เวนิว (นวนคร) ชั้น 3 ติดประกันสังคม
 จันทร์-อาทิตย์ | 9.00-18.00 น.

โดยแสดงบัตรประชาชนของตนเอง รอรับผลได้เลยใน 15 นาที ค่าบริการ 200 บาท

อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.ncb.co.th/check-your-credit-bureau/ncb-score

 
 

ก่อนจะถามว่าจด VAT ดีไหม ? มาเข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มกันก่อนดีกว่า

ก่อนจะถามว่าจด VAT ดีไหม ? มาเข้าใจภาษีมูลค่าเพิ่มกันก่อนดีกว่า

วันนี้มีอีกเรื่องนึงที่อยากจะมาพูดคุยให้ฟัง นั่นคือเรื่องของ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ที่ใครหลายคนเคยได้ยินมา แต่ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรและจะจดไปทำไม?

  ก่อนจะเข้าเรื่องนี้.. ผมขออธิบายความหมายของภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนนะครับว่ามันคืออะไร ภาษีมูลค่าเพิ่มก็คือ ภาษีอากรอีกประเภทหนึ่ง ที่เรียกเก็บจากการบริโภคของประชาชน โดยคิดในอัตรา 7% ของราคาขายหรือให้บริการ

  ถ้าหากลองสังเกตรายจ่ายในทุกๆวันของเราดู เรามักจะเห็นคำว่า “ใบกำกับภาษี” อยู่ในกระดาษที่ทางร้านค้าต่างๆส่งให้เมื่อชำระเงิน และเจ้าใบกำกับภาษีที่ว่าจะมีตัวเลขบอกว่าเงินที่เราจ่ายไปนั้น มี “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” อยู่ในนั้นเป็นจำนวนเท่าไร เช่น ซื้อสินค้าในราคา 1,000 บาท เราจะเห็นตัวเลขค่าสินค้าราคา 1,000 บาทและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 70 บาท รวมทั้งสิ้นที่ต้องจ่ายเป็น 1,070 บาท

 ดังนั้นถ้าหากใครมีการใช้จ่าย (ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม) มาก ก็แปลว่าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตรงนี้มากตามไปด้วยครับ ซึ่งปกติแล้วมักจะอยู่ในการใช้จ่ายของเราทั้งหมด ตั้งแต่เดินห้าง ซื้อของร้านค้า ไปจนถึงราคาค่าอาหารต่างๆ ล้วนมีภาษีมูลค่าเพิ่มรวมอยู่ทั้งสิ้น

เสีย VAT แล้วทำไมยังเสียภาษีเงินได้อีก

หลายคนอาจจะนึกในใจว่า “เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้ว แล้วทำไมยังต้องเสียภาษีเงินได้อีก” ใช่ครับ ต้องเสียทั้งสองตัว เพราะ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ถือเป็น “ภาษีทางอ้อม” หรือ ภาษีที่สามารถผลัก “ภาระ” ไปให้กับผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเป็นผู้ชำระแทนนั่นเองครับ

ตัวอย่างเช่น บริษัท ออมมันนี่ จำกัด ได้ซื้อวัตถุดิบและวัสดุอุปกรณ์มาจำนวน 107 บาท โดยมีราคาสินค้าจำนวน 100 บาทและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 7 บาท เมื่อผลิตเป็นสินค้าขายและขายให้บริษัท อินโฟกราฟฟิก จำกัด ในราคา 200 บาท บริษัทออมมันนี่ จะต้องเรียกเก็บภาษีขายจำนวน 14 บาท ทำให้มูลค่าสินค้าทั้งสิ้นกลายเป็น 214 บาท

และในแต่ละเดือน บริษัทออมมันนี่จะมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับสรรพากรเฉพาะผลต่างระหว่างภาษีซื้อ (ที่จ่ายไป) กับภาษีขาย (ที่เก็บมา) จำนวน 14 – 7 = 7 บาท ให้แก่กรมสรรพากรครับ

แต่ถ้าหากคนที่จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นผู้บริโภคอย่างเราๆที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ผมขอบอกเลยครับว่า ภาษีที่จ่ายไปนั้นไม่สามารถไปหักออกหรือขอคืนใครได้ เพราะเราต้องจ่ายเต็มๆทั้งจำนวนจ้า (แหม่ … ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นภาษีที่จัดเก็บจากการบริโภค)

ส่วนภาษีเงินได้นั้นถือเป็น “ภาษีทางตรง” หรือภาษีที่ผู้เสียภาษีต้องเป็นผู้แบกรับภาระของภาษีนั้นทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยเก็บจากรายได้ (เงินได้สุทธิ หรือ กำไรสุทธิ) ซึ่งถือเป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่ผู้มีเงินได้ต้องจ่ายครับ

เมื่อไรควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทีนี้ในฐานะของการเป็นเจ้าของธุรกิจ มักจะมีคำถามต่อมาครับว่า แล้วเมื่อไรควรจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตรงนี้ผมขอให้ข้อสังเกตไว้เป็นขั้นตอนดังนี้ครับ

  1. ธุรกิจเราได้รับสิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่คำถามแรกที่เราต้องถามก็คือ ประเภทการประกอบธุรกิจของเรานั้นได้รับสิทธิยกเวันภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ถ้าได้รับสิทธิยกเว้นก็แปลว่าไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มครับ (ดูประเภทธุรกิจได้ที่กิจการที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย)

 

  1. ธุรกิจเรามีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีหรือไม่คำถามต่อมาก็คือ ถ้าหากเราไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี แล้วธุรกิจของเรานั้นมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือยัง ซึ่งถ้าหากถึงเกณฑ์แล้วสิ่งทีต้องรีบปฎิบัติคือ การขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน และเริ่มเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรายได้ส่วนที่เกิน 1.8 ล้านบาทเป็นต้นไปครับ

แต่อีกทางหนึ่งที่อยากให้พิจารณาคือ ถ้าหากเรามองว่าธุรกิจของเรานั้นมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีแน่ๆแล้วล่ะก็ การเลือกจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่แรกก็เป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่งครับ เพราะบางกิจการอาจจะต้องการใช้สิทธิขอคืนในส่วนของภาษีซื้อในช่วงเริ่มดำเนินกิจการก็ได้ครับ

ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ใช่ต้นทุนของกิจการ

มีหนึ่งคำถามในเพจ ภาษีธุรกิจ101 ถามมาครับว่า กรณีที่กิจการเข้าหลักเกณฑ์ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้ต้นทุนของเราสูงกว่าคนอื่นหรือเปล่า เพราะหากกิจการของอีกฝ่ายไม่เข้าหลักที่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม ทางนั้นก็จะไม่มีต้นทุนในเรื่องนี้

ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานครับ ในแง่การจัดการและการบริหารต้นทุน แต่ผมอยากให้มองแยกกันก่อนครับว่า ภาษีซื้อ ไม่ใช่ต้นทุน และ ภาษีขาย ไม่ใช่รายได้ แต่ละส่วนนั้นแยกจากกันครับ

จากตัวอย่างเดิมที่ยกมาในตอนแรกของบทความ จะเห็นว่าภาษีนั้นถูกแยกออกจากราคาของสินค้าและบริการ และวิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มโดยทั่วไปนั้นจะเรียกว่า วิธีภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ หรือ ภาษีขายลบด้วยภาษีซื้อ และถ้าหากในเดือนไหนภาษีขายมีมากกว่าภาษีซื้อ ส่วนต่างนี้จะถูกนำส่งให้แก่กรมสรรพากร

ดังนั้น สำหรับการขายสินค้าที่ดีและถูกต้อง ผู้ประกอบธุรกิจทั้งหลายจึงควร “ตั้งราคา” ที่ไม่รวมภาษีไว้ก่อน แล้วจึงค่อยคำนวณ “ภาษี” เข้าไป “เพิ่ม” ครับ

ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าในราคา 1,000 บาท ต้องบวก “ภาษีขาย” เข้าไปอีก 70 บาท เมื่อเรียกเก็บจากลูกค้า จะต้องเรียกเก็บในราคา 1,070 บาท ซึ่งแปลว่าเราจะมีรายได้ 1,000 บาท ส่วน 70 บาทนั้นแยกเป็นส่วนของภาษีที่ต้องนำส่งสรรพากรหลังจากหัก “ภาษีซื้อ” ที่เราได้จ่ายไปให้กับผู้ผลิต 

ทีนี้ปัญหาที่ถามมาก็คือ ในกรณีที่บริษัทหรือคู่แข่งไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะได้รับสิทธิขายแค่ 1,000 บาทใช่ไหม? เพราะเวลาขายไม่ต้องรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และถ้าเป็นกิจการที่ลูกค้าให้ความสำคัญกับราคา ก็ยิ่งทำให้มีผลต่อการตัดสินใจไม่ใช่หรือ..

แต่ในขณะเดียวกัน ธุรกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ไม่สามารถเอาภาษีซื้อมาใช้ได้เช่นเดียวกัน เช่น ซื้อสินค้าราคา 500 บาท มีภาษีมูลค่าเพิ่ม 35 บาท รวมจ่ายไปทั้งสิ้น 535 บาท ซึ่งจำนวนนี้จะแตกต่างกันตรงที่ คนที่จะทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะสามารถนำภาษีซื้อจำนวน 35 บาทมาหักออกจากภาษีขาย 70 บาทและนำส่งสรรพากรได้ ในขณะที่คนที่ไม่ได้จดจะต้องแบกรับต้นทุนจำนวน 535 บาท

ถ้ามองภาพรวมในระบบภาษีแล้ว จะเห็นว่าฝ่ายที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะได้เปรียบมากกว่า ถ้าหากมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เพราะเงิน 70 บาทนั้น เรียกเก็บจากลูกค้า และภาษีซื้อจำนวน 35 บาทสามารถนำมาหักออกจากภาษีขายได้ (ไม่เสียอะไรเพิ่ม)

แต่ถ้ามองอีกภาพหนึ่ง สิ่งที่น่ากังวล คือ ราคาขายรวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างกันจำนวน 70 บาท จะทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจหรือไม่ในการซื้อ ซึ่งถ้าหากลองปรับให้เป็นราคาขายรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ 1,000 บาท สิ่งที่เปลี่ยนไปจะเป็นดังนี้ครับ

ดังนั้นจะเห็นว่า ถ้าหากร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะพยายามแข่งขันทางด้านราคา กำไรขั้นต้นจะต่ำกว่าร้านค้าที่ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทันทีครับ

แต่สิ่งหนึ่งที่ร้านจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะได้รับ นั่นคือ โอกาสในการขยายกิจการที่จะมีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีและการเติบโตในอนาคต ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าทางเจ้าของธุรกิจทั้งหลายจะเลือกทางเหมาะสมทางไหนให้กับธุรกิจของตัวเองครับ

มาถึงตรงนี้ ใครหลายคนอาจจะเลือกตัดสินใจจะไม่เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและใช้วิธีกระจายรายได้ให้แต่ละคนไม่เกิน 1.8 ล้านบาทแทนเพื่อความสะดวกและสบาย แต่ผมขอยกคำถามที่เคยเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในบทความ เพราะภาษีไม่ได้ทำให้กำไรของธุรกิจลดลงเพียงอย่างเดียว ว่า การเลือกที่จะทำแบบนี้อาจจะเป็นการตัดโอกาสในการเติบโตของธุรกิจเราอยู่หรือเปล่า และสุดท้ายเรานี่แหละจะต้องกลายเป็นคนเสียภาษีมากขึ้นกว่าเก่าโดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้ครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://aommoney.com/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *